ทำไม ดาบวิชัย ปลูกต้นไม้ (ไม่ใช่ปลูกป่า) มาเป็นเวลาครึ่งหนึ่งของชีวิตผม

Last updated: Oct 2, 2017  |  556 Views  |  Blog

ทำไม ดาบวิชัย ปลูกต้นไม้ (ไม่ใช่ปลูกป่า) มาเป็นเวลาครึ่งหนึ่งของชีวิตผม

บ้างก็บอกว่า “บ้า” บ้างก็ว่า “สติไม่ดี”

เมื่อ 2-3 ปี ที่ผ่านมา (เป็นข่าวครึกโครม) ทุกสำนักมุ่งหน้าตามหา และ สัมภาษณ์ กับผู้ชายคนนี้

คำถาม ทำไม เราไม่ปักใจเชื่อ ตั้งแต่แรกว่าผู้ชายคนนี้ “บ้า”
คำตอบ คือผลลัพธ์ ที่ออกมาทางบวก ระยะเวลา และ ความเปลี่ยนแปลง ทำให้ทุกอย่าง “มองเห็นแก่นแท้”

ผู้ชาย รับราชการชั้นผู้น้อย ไม่เคยย่อท้อต่อความตั้งใจ มุ่งมั่น ตอบแทนคุณแผ่นดิน แบบไม่มีวันสิ้นสุด ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ

ทำไม ทำไม ทำไม เขาถึงทำเช่นนั้น เขาได้อะไร และอะไรทำให้เขาไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ผมรับรู้และรูสึกได้ว่า การทำอะไรด้วยความมุ่งมั่น และ ตั้งใจ ส่วนใหญ่จะสำเร็จเกินกว่าครึ่ง มากกว่า “คิดว่า หรือ เดาว่า และ น่าจะเป็น”

เป้าหมายหลักและใหญ่มาก คือ คืนสู่ธรรมชาติ เป็น วัฏจักรชีวิต (ไม่ใช่เงินทองแม้แต่น้อย) ต้นตาลที่ปลูก นำมาทำขนม ขี้เหล็กนำมาแกง ล่อเลี้ยงคนในชุมชน

ธุรกิจ ก็เช่นกัน กว่าทุกอย่างจะลงตัว กว่าจะสุกงอม ให้เห็นดอกเห็นผล ส่วนใหญ่มักจะกินเวลา ไม่มากก็น้อย

ทุก ๆ เช้า ผมมานั่งอ่าน บทความพี่เล็ก คาราบาว มีอยู่ตอนหนึ่งว่า

นักเอาตัวรอด

ระบบการดำเนินชีวิตของมนุษย์มีเงื่อนไขมากมาย เนื่องมาจากการเป็นสิ่งมีชีวิตที่ช่างคิดของเรานั่นเอง

เคยสังเกตบ้างไหมว่าในแต่ละวันเราทำอะไรไปบ้าง อะไรที่มันมีสาระและไร้สาระ

ว่ากันว่าสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในโลกนี้มายาวนานนั้นเป็นนักเอาตัวรอด พอพูดถึงตรงนี้แล้วต้องบอกว่า ขนาดไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่โตก็ยังสูญพันธุ์ไปแล้ว
แต่แบททีเรียและไวรัสยังอยู่ และคิดว่าน่าจะอยู่ไปอีกนานแสนนานหลังจากมนุษย์คนสุดท้ายจากโลกนี้ไป

ใครเคยเลี้ยงไก่บ้าง ถ้าไม่เคยผมเล่าให้ฟังสั้นๆ ผมเลี้ยงไก่ชนไว้ที่บ้านสี่ตัว ตัวผู้หนึ่งตัวเมียสาม (เมื่อก่อนเคยเลี้ยงเป็นร้อย) ผมสังเกตดูว่า มันใช้เวลาแทบทั้งวันหมดไปกับการหาอาหาร และขยายพันธุ์ ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้คนไม่น้อยที่มองว่าไก่เป็นสัตว์ที่ไม่ฉลาดนัก บางคนคิดว่าไก่คืออาหารที่เป็นชิ้นๆทอดหรือย่างสุกพร้อมเสิร์ฟด้วยซ้ำไป

ไก่ชนตัวผู้มีความเป็นสุภาพบุรุษไม่น้อยเลย มันพาตัวเมียออกไปหาอาหาร และเมื่อเจออาหาร มันก็มักจะจิกขึ้นมาคล้ายๆแนะนำว่า อะไรกินได้ และให้ตัวเมียกินก่อนเสมอ ไม่รู้มันคิดว่ามียาพิษหรือเปล่าเลยให้ตัวเมียลองก่อน ขำๆน่ะ อิ อิ

ไก่ที่ถูกเลี้ยงในฟาร์มที่เบียดเสียดยัดเยียดจะไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งที่ผมเล่าให้ฟังนี้ เพราะสัตว์ในฟาร์มส่วนใหญ่ล้วนถูกเปลี่ยนพฤติกรรมในการหากิน หรือจะให้ฟังง่ายๆก็ไม่ต้องหากิน เพราะมีให้กินตลอดอยู่แล้ว เพื่อเป็นการเร่งผลผลิต ซึ่งมีทั้งอาหารทั้งยาสารพัดที่จะใช้กับมัน และสุดท้าย มาอยู่ในกระเพาะพวกเรา

ไก่ไม่ต้องวุ่นวายเรื่องเสื้อผ้าอย่างพวกเรา สายพันธุ์ของพวกมันออกแบบให้มีขนไว้ปกป้องเรือนร่างของมันมานมนานแล้ว แต่มนุษย์ก็ยังคิดดัดแปลงสายพันธุ์ไก่ให้ไม่มีขน เพื่อง่ายในการแปรรูป อื้มมมม! เนาะ

ยังมีไก่ที่เลี้ยงในกระบอกหรือในภาชนะแปลกๆอีก ซึ่งจะว่าไปแล้ว มนุษย์เราสรรจะคิดเหลือเกิน
วัฒนธรรมในการกินการอยู่ของมนุษย์นั้น ถ้าเทียบกับสิ่งมีชีวิตอื่นแล้วหละก็ ต้องบอกว่า ของเราวุ่นวายที่สุด ซึ่งเราถือว่าเป็นรสนิยม

หนึ่งชีวิตก็หนึ่งปากหนึ่งท้องที่โลกต้องเลี้ยงดู หนึ่งชีวิตของมนุษย์ไม่ว่าจะกินน้อยใช้น้อยแค่ไหน ก็ไม่อาจเทียบกับสิ่งมีชีวิตอื่นได้เลย ดังนั้นโลกจึงถูกมนุษย์ขุดซะจนพรุนไปหมด ก็ว่ากันไป ทำอย่างไรได้ เราออกแบบเผ่าพันธุ์ของเรามาแบบนี้

เราไม่ได้วุ่นวายแค่เรื่องกินเรื่องอยู่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอะไรอีกมากมายที่ฝังลงไปในความเป็นคน ตั้งแต่ชาติ ศาสนา ผิวพันธุ์ ความคิดความเชื่อที่แตกต่างกันอีกมากมาย
เราคิดถึงขนาดตัดต่อพันธุ์กรรมมนุษย์เพื่อให้มีความสมบูรณ์ แข็งแรง เฉลียวฉลาด เพื่อเป็นซุปเปอร์มนุษย์

พอถึงตรงนี้แล้วขอกลับไปที่ต้นเรื่องหน่อย ว่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในโลกนี้มายาวนานนั้นเป็นนักเอาตัวรอด ซึ่งไม่เกี่ยวกับขนาด

ดังนั้นถ้าเรามีซุปเปอร์มนุษย์เมื่อไหร่ เราต้องเจอกับซุปเปอร์แบบทีเรียและซุปเปอร์ไวรัสแน่นอน เพราะพวกมันเป็นนักเอาตัวรอด อาศัยเราเป็นพาหะก็ได้ อาศัยชีวิตอื่นๆก็ได้ และมักก้าวล้ำนำหน้าชีวิตอื่นหนึ่งก้าวเสมอ เราจึงมักได้ยินคำว่า คิดหรือกำลังคิดวัคซีนมาต่อสู้หรือยับยั้งการระบาดของมันเสมอ ซึ่งแน่นอนว่า เราไม่เคยปราบมันได้อย่างราบคาบ

ผมนึกภาพ 2 เฒ่าผู้ยิ่งใหญ่นี้ คือ ความมุ่งมั่น และ ตั้งใจ มีเป้าหมายชัดเจนมาก ชนิดว่า

ปลูกต้นไม้เท่ามีลมหายใจ
เล่นดนตรีเท่ามีลมหายใจ

ผมก็เลยบอกและถามตัวเองว่า “ยังมีลมหายใจอยู่ไหม”

ผมทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ เชิงบูรณาการ คือ ทำไปด้วย คิดไปด้วย (มีการวางแผนระยะสั้นๆ แบบปลาทอง คือ ความจำสั้นๆ) วัดผลกันที่ละขั้นละตอน ประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา เพราะโลกมันเปลี่ยนแปลงเร็ว